สารสกัดข้าวสังข์หยด

สารสกัดข้าวสังข์หยด

  • สารสกัดข้าวสังข์หยดคืออะไร?

                เป็นสารสกัดที่ได้จากการสกัดส่วนเยื่อหุ้มเมล็ดและจมูกข้าวของข้าวกล้องสังข์หยด ซึ่งเป็นส่วนที่มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ วิตามิน และแร่ธาตุสูง โดยสารสกัดข้าวสังข์หยดมีความโดดเด่นตรงที่ประกอบไปด้วยสารประกอบฟีนอลิค (Phenolic componds) หลากหลายชนิดในปริมาณที่สูง โดยสารประกอบฟีนอลิคที่พบในสารสกัดข้าวสังข์หยดสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ 1. กลุ่มกรดฟีนอลิค (Phenolic acid) ได้แก่ Gallic acid, Syringic acid, Ellagic acid, และ Chlorogenic acid และ 2. กลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ได้แก่ สารประกอบจำพวกฟลาวานอล (Flavanol), ฟลาโวนอล (Flavonol), และแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) นอกจากนั้นยังพบ วิตามิน B1 (Thiamin), วิตามิน B3 (Niacin), สารแกมมาออริซานอล (γ-Oryzanol), ธาตุโพแทสเซียม, แมกนีเซียม และแคลเซียม เป็นองค์ประกอบในสารสกัดข้าวสังข์หยด  

  • ผลการทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพ

                พบฤทธิ์ต้านออกซิเดชันจากการทดสอบสารสกัดข้าวสังข์หยดด้วยวิธี DPPH radical scavenging โดยสารสกัดข้าวสังข์หยดเข้มข้น 3.32 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรสามารถยับยั้งอนุมูลอิสระได้ถึง 50% และไม่พบความเป็นพิษต่อเซลล์สัตว์จากผลการทดสอบด้วยเซลล์เพาะเลี้ยง (Vero cell)ที่ความเข้มข้นของสารสกัด 50   ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร[1]

  • ผลจากงานศึกษาวิจัยอื่นๆ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ

                จากผลการวิเคราะห์องค์ประกอบของสารสำคัญต่าง ๆ ในสารสกัดข้าวสังข์หยดร่วมกับการศึกษาฤทธิ์ของสารต่าง ๆ ในทางเวชสำอาง (Cosmeceutical) ที่มีการเผยแพร่ สามารถสรุปได้ว่าสารสกัดข้าวสังข์หยดมีความเหมาะสมในการใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์บำรุงและฟื้นฟูผิว โดยเฉพาะภายหลังการได้รับรังสีอัลตราไวโอเลต เนื่องจาก

1. มีสารประกอบฟีนอลิคในปริมาณที่สูง โดยมีการศึกษาวิจัยที่รายงานว่าสารประกอบฟีนอลิคมีประสิทธิภาพในการกำจัดสารอนุมูลอิสระ (Anti-oxidant) ช่วยลดการอักเสบ (Anti-inflammation) ชะลอการเกิดริ้วรอยและความเหี่ยวย่น (Anti-aging) และยับยั้งการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ (Anti-microbial) นอกจากนั้นสารชีวภาพกลุ่มฟลาโวนอยด์ยังมีคุณสมบัติสามารถเพิ่มความแข็งแรงของหลอดเลือดฝอย (Capillary vessel) ส่งเสริมการสมานแผลตามธรรมชาติ (Wound healing) และช่วยป้องกันอันตรายจากการได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตได้อีกด้วย[2, 3, 4]

2. มีวิตามิน B1 และ B3 โดยวิตามิน B1 หรือ Thiamin มีคุณสมบัติชะลอการเกิดริ้วรอยและความเหี่ยวย่น (Anti-aging) โดยช่วยกำจัดสารพิษต่าง ๆ และกระตุ้นการหมุนเวียนเลือด ส่วนวิตามิน B3 หรือ Niacin มีคุณสมบัติในการลดปัญหาการอักเสบของผิวหนัง (Eczema), สิว (Acne), และการสร้างเม็ดสีที่มากเกินไป (Hyper-pigmentation) รวมทั้งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว และช่วยฟื้นฟูผิวหลังถูกทำลายโดยรังสีอัลตราไวโอเลต[5] 

3. มีสารในกลุ่มแกมมาโอรีซานอล(γ-Oryzanol) ซึ่งเป็นสารมีประสิทธิภาพการในการยับยั้งอนุมูลอิสระสูงกว่าวิตามินอีหลายเท่า[6]

 

อ้างอิงจาก

[1] ผลการทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์ Cytotoxicity against Vero cell (African green monkey kidney fibroblast)

 [2] Encapsulation of natural polyphenolic compounds; a review. Pharmaceutics 2011

[3] Phytosome: A Novel Approach Towards Functional Cosmetics ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Plant Sciences ปี 2007

[4] Rice antioxidants: phenolic acids, flavonoids, anthocyanins, proanthocyanidins, tocopherols, tocotrienols, γ‐oryzanol, and phytic acid ตีพิมพ์ในวารสาร  Food science & nutrition ปี 2014

[5]Anti-aging cosmetics: Facts and controversiesตีพิมพ์ในวารสาร Clinics in dermatology ปี 2013

[6] Antioxidant Potential of Ferulic Acid ตีพิมพ์ในวารสาร Free Radical Biology & Medicine ปี 1992

 

Visitors: 730,814